ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สานสุข สานความสุขสู่สังคม  http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


             ในทางวิทยาศาสตร์ น้ำอาจเป็นเพียงสารประกอบเคมีชนิดหนึ่งแต่ในธรรมชาติ น้ำคือบ่อเกิดของวิถีและชีวิต น้ำคือปัจจัยสำคัญ ที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่โลก ที่ใดมีน้ำ ที่นั่นดินดี ดินดีทำให้ป่าดี พืชพันธุ์ธัญญาหารเติบโตอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นแหล่งอาหารให้แก่สัตว์และมนุษย์

3 (1)

             น้ำจึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดทางสังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์ ที่ใดมีน้ำที่นั่นมีชีวิต และก่อเกิดเป็นวิถีทางของคนในสังคม ในการนำน้ำมาใช้อุปโภคบริโภค ประกอบอาชีพ รวมถึงการคมนาคมอย่างในสังคมไทย ผู้คนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับน้ำมานับแต่โบราณ อาจปรับเปลี่ยนไปบ้างบางส่วนในช่วงที่ความเจริญของเมืองดึงวิถีชีวิตของผู้คนออกจากวิถีของลำน้ำ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา

             อุทกภัยน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 นอกจากจะทิ้งเศษซากความเสียหายทั้งด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจและจิตใจให้แก่คนไทยแล้ว ยังได้ทิ้งคำถามไว้ให้เราทุกคนได้ร่วมกันหาคำตอบว่าเราจะร่วมกันป้องกันและแก้ไขวิกฤตการณ์จากน้ำได้อย่างไร

             จริงอยู่ว่าเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี พ.ศ. 2554 นั้นมีสาเหตุหลักมาจากลมมรสุมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน รวมถึงการไม่มีแผนสำหรับรองรับวิกฤตการณ์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า ยังมีปัจจัยย่อยอีกมากที่ส่งผลต่ออุทกภัยในครั้งนั้น ทั้งการมีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ ความตื้นเขินของลำน้ำอันเกิดจากขยะมูลฝอยและปฏิกูลในชีวิตประจำวัน รวมถึงการกักเก็บหรือดึงน้ำไปใช้อุปโภคบริโภคโดยไม่มีการวางแผนและคำนึงถึงความยั่งยืน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้เส้นทางน้ำเกิดการอุดตันเสียหาย ครั้นเมื่อเกิดปัจจัยร่วมอย่างลมมรสุม จึงเกิดเป็นภัยพิบัติดังที่เราได้ประสบกันไป

3 (22)

             การจัดระเบียบและบริหารจัดการน้ำ จึงเป็นแนวทางที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ ทั้งเพื่อการบริหารและจัดสรรทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในภาคส่วนต่างๆ รวมถึงเพื่อป้องกันภัยพิบัติเกี่ยวกับน้ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตทั้งภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้ง

             แผนการบริหารจัดการน้ำในภาพใหญ่ เราจะเห็นนโยบายของรัฐบาลที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2555 ที่รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์แผนแม่บทโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ทั้งแผนระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อวางระบบการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานใหม่อย่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ซึ่งบูรณาการจากหน่วยราชการหลายกระทรวง มีเป้าหมายในการรับผิดชอบโครงการต่างๆให้แล้วเสร็จในระยะเวลา 5 ปี

             แผนงานระยะแรกมุ่งเน้นที่การจัดการแม่น้ำสายหลัก อันได้แก่ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ท่าจีน ป่าสัก และสะแกกรัง ซึ่งไหลจากภาคเหนือผ่านภาคกลาง ลงสู่อ่าวไทย โดยเน้นที่การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม เช่น เขื่อนกั้นน้ำล้นขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา การวางผังเพื่อสร้างพื้นที่รองรับน้ำในพื้นที่ต้นน้ำและกลางน้ำ ทั้งในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน เช่น นครสวรรค์ ชัยนาท ลงมาถึงอยุธยาและปทุมธานีรวมถึงแนวคิดเรื่องทางด่วนน้ำ หรือ Flood Way ที่กำลังอยู่ระหว่างการกำหนดข้อตกลงร่วมกันในการคัดเลือกพื้นที่และวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนในบริเวณใกล้เคียง

3 (27)             แผนงานในรูปแบบของการป้องกันนี้ จะขับเคลื่อนไปพร้อมกับแผนการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าและดิน ซึ่งประกอบไปด้วยการจัดการฝายต้นน้ำ การปรับสภาพของทางน้ำ การจัดทำผังการใช้ที่ดิน รวมไปถึงการปรับปรุงระบบคลังข้อมูล การพยากรณ์และเตือนภัย ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำบริเวณรอบนอกของกรุงเทพมหานคร คิดเป็นพื้นที่ราว 6 ล้านไร่ ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯนั้น มีการดำเนินนโยบายที่ได้น้อมนำมาจากแนวทางพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ การสร้างคันกั้นน้ำจากแนวถนนเดิม การจัดให้มีพื้นที่สีเขียวเพื่อจำกัดการขยายตัวของเมือง และพื้นที่นี้สามารถแปรสภาพให้เป็นทางน้ำผ่านยามเมื่อเกิดอุทกภัยได้ รวมถึงการขุดลอกขยายคูคลองที่มีอยู่เดิม และขุดคลองใหม่นอกแนวคันกั้นน้ำ เป็นต้น

             ในส่วนของการบริหารจัดการเพื่อต่อกรกับภัยแล้ง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในวงกว้างไม่ต่างจากภาวะน้ำท่วม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงพระราชทานแนวทางในการแก้ไขอย่างยั่งยืนไว้ คือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติในการใช้สอยทรัพยากรน้ำอย่างรู้สติ ร่วมไปกับการพัฒนารักษาแหล่งน้ำในระดับชุมชน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ คือ รักษาแหล่งน้ำควบคู่ไปกับการสร้างพื้นที่ป่า และพัฒนาจิตสำนึกของคนในพื้นที่แหล่งน้ำ

             พระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้กลายเป็นแนวทางให้แก่ประชาชนและหน่วยงานต่างๆที่มีความตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ให้ลุกขึ้นมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาและพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศ

             ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ปตท. ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน มาเป็นแกนสำคัญในการทำงานพัฒนา สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพลิกฟื้นผืนป่าอันเป็นจุดกำเนิดและแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ผ่านทางโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ 1 ล้านไร่ เมื่อปี พ.ศ. 2537 ซึ่งถือเป็นการพลิกฟื้นคืนผืนป่าให้แก่ประเทศครั้งประวัติศาสตร์

ตลาดน้ำบางนกแขวก1

             นอกจากนี้ ปตท. ยังต่อยอดแผนงานด้านการดูแลรักษาและพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่างๆ ที่มุ่งสร้างพื้นที่สีเขียวและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่แหล่งต้นน้ำ, โครงการลูกโลกสีเขียว ที่มุ่งสร้างพลังในการขับเคลื่อนจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้เกิดขึ้นในวงกว้างของสังคม, โครงการหญ้าแฝกที่มุ่งพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการใช้หญ้าแฝกเป็นเครื่องมือในการรักษาสภาพโครงสร้างของดินและน้ำ เป็นต้น

             เพราะวันนี้ เรื่องของน้ำได้กลายเป็นประเด็นเรื่องความมั่นคงและเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ ที่ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐบาลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นงานที่ทุกภาคส่วนและคนไทยทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกัน อนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนมากที่สุด

             เพื่อเป็นทุนในการพัฒนาประเทศต่อไปในภายหน้า และเพื่อวิถีชีวิตอันเป็นสุขของคนไทยทุกๆคน

Comment

Comment:

Tweet