ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สานสุข สานความสุขสู่สังคม  http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


             ในทางวิทยาศาสตร์ น้ำอาจเป็นเพียงสารประกอบเคมีชนิดหนึ่งแต่ในธรรมชาติ น้ำคือบ่อเกิดของวิถีและชีวิต น้ำคือปัจจัยสำคัญ ที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่โลก ที่ใดมีน้ำ ที่นั่นดินดี ดินดีทำให้ป่าดี พืชพันธุ์ธัญญาหารเติบโตอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นแหล่งอาหารให้แก่สัตว์และมนุษย์

3 (1)

             น้ำจึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดทางสังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์ ที่ใดมีน้ำที่นั่นมีชีวิต และก่อเกิดเป็นวิถีทางของคนในสังคม ในการนำน้ำมาใช้อุปโภคบริโภค ประกอบอาชีพ รวมถึงการคมนาคมอย่างในสังคมไทย ผู้คนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับน้ำมานับแต่โบราณ อาจปรับเปลี่ยนไปบ้างบางส่วนในช่วงที่ความเจริญของเมืองดึงวิถีชีวิตของผู้คนออกจากวิถีของลำน้ำ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา

             อุทกภัยน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 นอกจากจะทิ้งเศษซากความเสียหายทั้งด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจและจิตใจให้แก่คนไทยแล้ว ยังได้ทิ้งคำถามไว้ให้เราทุกคนได้ร่วมกันหาคำตอบว่าเราจะร่วมกันป้องกันและแก้ไขวิกฤตการณ์จากน้ำได้อย่างไร

             จริงอยู่ว่าเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี พ.ศ. 2554 นั้นมีสาเหตุหลักมาจากลมมรสุมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน รวมถึงการไม่มีแผนสำหรับรองรับวิกฤตการณ์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า ยังมีปัจจัยย่อยอีกมากที่ส่งผลต่ออุทกภัยในครั้งนั้น ทั้งการมีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ ความตื้นเขินของลำน้ำอันเกิดจากขยะมูลฝอยและปฏิกูลในชีวิตประจำวัน รวมถึงการกักเก็บหรือดึงน้ำไปใช้อุปโภคบริโภคโดยไม่มีการวางแผนและคำนึงถึงความยั่งยืน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้เส้นทางน้ำเกิดการอุดตันเสียหาย ครั้นเมื่อเกิดปัจจัยร่วมอย่างลมมรสุม จึงเกิดเป็นภัยพิบัติดังที่เราได้ประสบกันไป

3 (22)

             การจัดระเบียบและบริหารจัดการน้ำ จึงเป็นแนวทางที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ ทั้งเพื่อการบริหารและจัดสรรทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในภาคส่วนต่างๆ รวมถึงเพื่อป้องกันภัยพิบัติเกี่ยวกับน้ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตทั้งภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้ง

             แผนการบริหารจัดการน้ำในภาพใหญ่ เราจะเห็นนโยบายของรัฐบาลที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2555 ที่รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์แผนแม่บทโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ทั้งแผนระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อวางระบบการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานใหม่อย่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ซึ่งบูรณาการจากหน่วยราชการหลายกระทรวง มีเป้าหมายในการรับผิดชอบโครงการต่างๆให้แล้วเสร็จในระยะเวลา 5 ปี

             แผนงานระยะแรกมุ่งเน้นที่การจัดการแม่น้ำสายหลัก อันได้แก่ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ท่าจีน ป่าสัก และสะแกกรัง ซึ่งไหลจากภาคเหนือผ่านภาคกลาง ลงสู่อ่าวไทย โดยเน้นที่การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม เช่น เขื่อนกั้นน้ำล้นขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา การวางผังเพื่อสร้างพื้นที่รองรับน้ำในพื้นที่ต้นน้ำและกลางน้ำ ทั้งในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน เช่น นครสวรรค์ ชัยนาท ลงมาถึงอยุธยาและปทุมธานีรวมถึงแนวคิดเรื่องทางด่วนน้ำ หรือ Flood Way ที่กำลังอยู่ระหว่างการกำหนดข้อตกลงร่วมกันในการคัดเลือกพื้นที่และวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนในบริเวณใกล้เคียง

3 (27)             แผนงานในรูปแบบของการป้องกันนี้ จะขับเคลื่อนไปพร้อมกับแผนการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าและดิน ซึ่งประกอบไปด้วยการจัดการฝายต้นน้ำ การปรับสภาพของทางน้ำ การจัดทำผังการใช้ที่ดิน รวมไปถึงการปรับปรุงระบบคลังข้อมูล การพยากรณ์และเตือนภัย ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำบริเวณรอบนอกของกรุงเทพมหานคร คิดเป็นพื้นที่ราว 6 ล้านไร่ ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯนั้น มีการดำเนินนโยบายที่ได้น้อมนำมาจากแนวทางพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ การสร้างคันกั้นน้ำจากแนวถนนเดิม การจัดให้มีพื้นที่สีเขียวเพื่อจำกัดการขยายตัวของเมือง และพื้นที่นี้สามารถแปรสภาพให้เป็นทางน้ำผ่านยามเมื่อเกิดอุทกภัยได้ รวมถึงการขุดลอกขยายคูคลองที่มีอยู่เดิม และขุดคลองใหม่นอกแนวคันกั้นน้ำ เป็นต้น

             ในส่วนของการบริหารจัดการเพื่อต่อกรกับภัยแล้ง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในวงกว้างไม่ต่างจากภาวะน้ำท่วม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงพระราชทานแนวทางในการแก้ไขอย่างยั่งยืนไว้ คือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติในการใช้สอยทรัพยากรน้ำอย่างรู้สติ ร่วมไปกับการพัฒนารักษาแหล่งน้ำในระดับชุมชน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ คือ รักษาแหล่งน้ำควบคู่ไปกับการสร้างพื้นที่ป่า และพัฒนาจิตสำนึกของคนในพื้นที่แหล่งน้ำ

             พระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้กลายเป็นแนวทางให้แก่ประชาชนและหน่วยงานต่างๆที่มีความตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ให้ลุกขึ้นมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาและพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศ

             ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ปตท. ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน มาเป็นแกนสำคัญในการทำงานพัฒนา สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพลิกฟื้นผืนป่าอันเป็นจุดกำเนิดและแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ผ่านทางโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ 1 ล้านไร่ เมื่อปี พ.ศ. 2537 ซึ่งถือเป็นการพลิกฟื้นคืนผืนป่าให้แก่ประเทศครั้งประวัติศาสตร์

ตลาดน้ำบางนกแขวก1

             นอกจากนี้ ปตท. ยังต่อยอดแผนงานด้านการดูแลรักษาและพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่างๆ ที่มุ่งสร้างพื้นที่สีเขียวและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่แหล่งต้นน้ำ, โครงการลูกโลกสีเขียว ที่มุ่งสร้างพลังในการขับเคลื่อนจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้เกิดขึ้นในวงกว้างของสังคม, โครงการหญ้าแฝกที่มุ่งพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการใช้หญ้าแฝกเป็นเครื่องมือในการรักษาสภาพโครงสร้างของดินและน้ำ เป็นต้น

             เพราะวันนี้ เรื่องของน้ำได้กลายเป็นประเด็นเรื่องความมั่นคงและเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ ที่ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐบาลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นงานที่ทุกภาคส่วนและคนไทยทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกัน อนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนมากที่สุด

             เพื่อเป็นทุนในการพัฒนาประเทศต่อไปในภายหน้า และเพื่อวิถีชีวิตอันเป็นสุขของคนไทยทุกๆคน

          บนโลกของเราทุกวันนี้มีโลกแปลกประหลาดเกิดขึ้นมากมาย  บางโรคมีวิธีการรักษาให้หายขาดได้  แต่ขณะเดียวกันบางโรคก็ไม่มีวิธีการรักษา  การคิดค้นวิธีการรักษาส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการลองผิดลองถูกและทำการทดลองจนกระทั่งประสบความสำเร็จ  และหนึ่งในโรคติดต่อที่มนุษย์รู้จักกันมานานตั้งแต่ 500 กว่าปี และทดลองจนกระทั่งค้นพบวิธีการป้องกันแล้ว  นั่นคือ  “โรคพิษสุนัขบ้า”

02

          โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่เกิดจาก เชื้อไวรัสเรบีส์ (rabies)  ซึ่งก่อตัวในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด  เช่น  สุนัข  แมว หนู วัว ควาย ลิง รวมถึงคนด้วย  ซึ่งนั่นหมายความว่า  หากถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ไม่ใช่สุนัขกัด  ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน

04

         เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อสู่คนได้โดยการถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัดหรือข่วน  จากนั้นเชื้อจะเข้าสู่แขนงประสาท และระบบประสาทส่วนกลาง  หากเชื้อเข้าสู่สมองและเพิ่มจำนวนขึ้นอีก ผู้ป่วยจะมีอาการคลุ้มคลั่ง ดุร้าย กระวนกระวาย และเมื่อเชื้อเข้าสู่ไขสันหลัง  ก็จะทำให้สมองและไขสันหลังทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยมีอาการอัมพาตและเสียชีวิตในที่สุด

11 rabies virus

          ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่สามารถรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้  ผู้ที่ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้ามักเสียชีวิต  ในอดีต  โรคนี้ได้สร้างความเดือนร้อนให้กับผู้คนเป็นจำนวนมาก   เนื่องจากยังไม่มีวิธีการใดที่ช่วยลดความระบาดรุนแรงของโรคนี้ได้  จนกระทั่ง  “หลุย  ปาสเตอร์”  (Louis Pasteur) ได้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าขึ้นเป็นผลสำเร็จ !!

95e36/bean/1672/275c6 Louis Pasteur

          หลุย  ปาสเตอร์ นักเคมีชาวฝรั่งเศส  ผู้ค้นพบจุลินทรีย์และได้จำแนกเชื้อโรคระบาดที่เกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยงหลายชนิด  ซึ่งก่อนหน้าที่เขาจะค้นพบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้านั้น  ปาสเตอร์ได้ค้นพบวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์สำหรับไก่และโรคแอนแทร็กมาก่อน  เนื่องจากสังเกตเห็นว่าสัตว์ที่เคยเป็นโรคนี้และหายจากโรคได้ครั้งหนึ่งแล้วมักไม่เป็นโรคนี้อีกต่อไปเขาจึงทดลองฉีดเชื้อโรคที่อ่อนแรงเข้าไปในตัวสัตว์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค

03

          ต่อมาปาสเตอร์จึงได้เริ่มสนใจศึกษาโรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากเห็นว่า  ผู้ที่ถูกสัตว์ที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้ากัด  มักจะเสียชีวิตทุกราย   อีกทั้งวิธีการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าในสมัยนั้นคือ  การใช้กรดคาร์บอลิกหรือเหล็กเขี่ยไฟที่ร้อนแดงจี้ตรงแผลที่ถูกกัดปาสเตอร์คิดว่าการรักษาด้วยวิธีเช่นนี้มักเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตและโหดร้ายทารุณเกินไป           ปาสเตอร์จึงได้ทำการทดลองโดยเลี้ยงสุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าถึง 50 ตัว  และพบว่า  เชื้อพิษสุนัขบ้านี้อยู่ในน้ำลายและระบบประสาทของสุนัข  เขาจึงได้นำเชื้อพิษสุนัขบ้าจากสมองสุนัขฉีดเข้าไปในสมองของกระต่าย  และเมื่อกระต่ายตายด้วยพิษสุนัขบ้าแล้ว  ก็ทำการสกัดเชื้อนั้นและฉีดเข้าไปในกระต่ายที่แข็งแรงตัวต่อไป  ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ  จนพบว่า  กระต่ายในรุ่นแรก ๆ จะตายภายใน 3 สัปดาห์ จนถึงช่วงระยะคงที่กระต่ายจะตายเร็วขึ้นภายใน 5-7 วัน   และหลังจากช่วงระยะคงที่พบว่ากระต่ายเริ่มตายช้าลงปาสเตอร์จึงได้นำเชื้อที่อ่อนกำลังลงนี้มาทดลองฉีดกับสัตว์  ซึ่งปราฏว่าให้ผลดี  แต่ก็ยังไม่ได้ทดลองใช้กับคน 

01

          จนกระทั่งใน วันที่ 6 กรกฏาคม ปี พ.ศ. 2428 ได้มีเด็กชายอายุ 9 ขวบคนหนึ่งนามว่า “โจเซฟ ไมสเตอร์” (Joseph Meister)   ซึ่งถูกสุนัขบ้ากัดเป็นรอยถึงมากถึง 12 แผล   แพทย์ท้องถิ่นไม่รู้จะช่วยเด็กน้อยคนนี้ได้อย่างไร  จึงส่งตัวเขามาให้ปาสเตอร์  ปาสเตอร์จึงได้ทดลองฉีดวัคซีน  ซึ่งก็คือเชื้อที่อ่อนกำลังลงแล้วให้แก่ไมสเตอร์  จนในที่สุดเด็กชายไมสเตอร์ก็รอดพ้นจากการเป็นโรคพิษสุนัขบ้า

07 Joseph Meister

        นับตั้งแต่วันนั้นมาโลกของเราจึงมีวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า  ทำให้การระบาดของโรคลดน้อยลง  ผลงานในครั้งนี้นับว่าสร้างชื่อเสียงโด่งดังให้แก่ปาสเตอร์เป็นอย่างมาก  และไม่เพียงแค่นั้น  ผลงานด้านวัคซีนของปาสเตอร์ที่ช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้  ยังเป็นตัวจุดประกายการเริ่มต้นของวิชาแพทย์สาขา  วิทยาภูมิคุ้มกัน  (immunology)  ซึ่งปัจจุบันมีโรคหลายชนิดที่สามารถป้องกันได้แล้วด้วยการฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคอีกด้วย

13 สถานเสาวภา

      ต่อมาในปี พ.ศ 2431 ปาสเตอร์ได้ก่อตั้ง สถาบันปาสเตอร์ (Pasteur Institute) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส   และได้ขยายยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  และสำหรับประเทศไทย  ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2455  ใช้ชื่อว่า “สถานเสาวภา”  โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ซึ่งปัจจุบันเป็นหน่วยงานในสังกัดสภากาชาดไทย

 

 

อ้างอิง - http://th.wikipedia.org/wiki/โรคพิสุนัขบ้า - http://siweb.dss.go.th/Scientist/ - http://th.wikipedia.org/wiki/หลุย_ปาสเตอร์ - มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล  (http://www.rmutphysics.com)

สายพันธุ์คลาสสิก

posted on 14 Aug 2015 23:52 by quillanparzen

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อพลัง และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com


          นับแต่ถือกำเนิดบนโลกเมื่อราว 3,500 ล้านปีก่อน สิ่งมีชีวิตเรียบง่ายยิ่งอย่างเซลล์โปรคาริโอตได้วิวัฒนาการช้าๆ เพื่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์อย่างเป็นขั้นตอน จนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตโครงสร้างซับซ้อนหลากหลายจำพวก ความพยายามนี้ใช่ว่าจะประสบผลสำเร็จเสมอไป การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก ไม่ว่าการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ปริมาณคาร์บอนและออกซิเจน วัฏจักรยุคน้ำแข็ง และภัยพิบัติต่างๆ ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตมากมายที่เคยดำรงอยู่อย่างเหมาะเจาะในช่วงเวลาหนึ่ง กลับสูญพันธุ์ไปตลอดกาล และพวกที่เหลือรอดส่วนใหญ่จำต้องปรับเปลี่ยนรูปร่างจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม อย่างไรก็ตาม สัตว์ พืช รวมทั้งแบคทีเรียจำนวนหนึ่ง ยังสามารถรักษารหัสพันธุกรรมเดิมไว้ได้ โดยที่รูปร่างของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นแทบไม่ต่างไปจากบรรพบุรุษที่เป็นฟอสซิล จนอาจกล่าวได้ว่า สิ่งมีชีวิตคงสภาพดึกดำบรรพ์เหล่านี้ คือผลงานการออกแบบร่วมสมัยโดยธรรมชาติที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง

image

          คงไม่มีใครไม่รู้จักหอยนอติลุส ที่อัตราส่วนระหว่างเส้นผ่านศูนย์กลางของเกลียวรอบเปลือกยังคงรูปร่างอันชัดเจนของสัดส่วนทองคำมานานกว่า 500 ล้านปี การพบปลาซีลาแคนธ์ที่เคยมีชีวิตตั้งแต่ยุคดีโวเนียนเมื่อ 400 ล้านปีที่แล้ว และเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปพร้อมได้โนเสาร์ก็เป็นข่าวที่โด่งดังไปทั่วโลก แมงดาทะเลก็ไม่ได้เปลี่ยนตัวเองเลยในเวลา 300 ล้านปีที่ผ่านมารวมถึงครัสเตเชียนน้ำจืดขนาดเล็ก “กุ้งไดโนเสาร์” ที่แม้จะมีอายุขัยไม่เกิน 3 เดือน แต่ก็เหมือนบรรพบุรุษยุคไทรแอสสิคเมื่อกว่า 200 ล้านปีที่แล้ว อย่างไม่ผิดเพี้ยน และฟอสซิลกุ้งอายุ 360 ล้านปี ก็ไม่ต่างจากกุ้งฝอยธรรมดาหน้าตาบ้านๆ ในปัจจุบันเลย

          ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นอย่างแมลงปอลดความยาวจากกว่าสองเมตรในยุคคาร์บอนิเฟอรัส เหลือเพียงสองนิ้วในปัจจุบัน แมงมุมยักษ์โบราณแห่งป่าสงวนเอตวาซึ่งพบเฉพาะเขตแอฟริกันตะวันตก ไม่เคยทีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างใดๆ ทั้งสิ้นเป็นเวลากว่า 300 ล้านปี ต้นเฟิร์นในอสสเตรเลียและทัสมาเนียในปัจจุบัน ก็ยังมีรูปร่างเหมือนฟอสซิลอายุ 200 ล้านปีจากยุคจูแรสซิก หนูคะยุซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหนูผสมกระรอก และเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปตั้งแต่สมัยไมโอซีนเมื่อ 11 ล้านปีที่แล้ว ถูกพบโดยบังเอิญในตลาดเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศลาว เมื่อ พ.ศ. 2548 เช่นเดียวกับปลาไหล Protanguilla paulau ที่พบใน พ.ศ. 2553 บริเวณหมู่เกาะแปซิฟิกของสาธารณรัฐปาเลาก็มีลักษณะเหมือนกับบรรพบุรุษในมหายุคมีโซโซอิก จนถือได้ว่าเป็นฟอสซิลมีชีวิตอีกชิ้นหนึ่ง เนื่องจากการที่มันอาศัยอยู่ในถ้ำใต้ทะเล ไดรับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตอื่นนอกถ้ำน้อยมากจนแทบไม่มีวิวัฒนาการเลยตลอด 200 ล้านปีที่ผ่านมา และเป็นไปได้ว่ายังมีสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อีหลายชนิดที่เรายังไม่อาจบอกได้แน่ชัด เพราะในการระบุสิ่งมีชีวิตใดเป็นสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์นั้น ส่วนใหญ่ต้องใช้ฟอสซิลเป็นตัวเปรียบเทียบ

images (1)

          ในสมัยที่พื้นแผ่นดินยังเชื่อมกันเป็นมหาทวีปแพนเจียเมื่อกว่า 500 ลานปีนั้น ทวีปแอฟริกาตอนใต้ อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย และแอนตาร์กติกา เคยเชื่อมติดกันทางตอนใต้ที่เรียกว่ากอนด์วานา บริเวณนี้เป็นถิ่นกำเนิดและแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกในยุคโบราณ นอกจากทวีปแอนตาร์กติกาที่เป็นน้ำแข็งในปัจจุบันแล้ว สภาพแวดล้อมส่วนใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเมื่อครั้งอดีตมากนัก สายพันธุ์ดั้งเดิมจึงยังคงสืบลูกหลานต่อมาได้ใน “โลกเก่า” เหล่านี้ อาทิ ต้น Fynbos ตั๊กแตน Karoo Rockhopper กบต้นไม้แอฟริกันตะวันตก กบใบไม้ขนาดใหญ่ แมลง Ice Crawler หนอนกำมะหยี่แห่งคอสตาริกา มังกรป่าปาปัว ฯลฯ นักชีววิทยาประมาณกันว่าเฉพาะพื้นที่ราว 35,000 ตารางไมล์ บริเวณปลายแหลมแอฟริกาตอนใต้ก็มีสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ทั้งพืชและสัตว์มากกว่า 9,000 สายพันธุ์ การคงอยู่ของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์เหล่านี้ไม่ได้ลดความน่าเชื่อถือทฤษฎีวิวัฒนาการและการคัดเลือกตามธรรมชาติเพราะเห็นได้ว่าหากสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตไม่ได้เปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก สิ่งมีชีวิตที่ยังสามารถ “ผ่านการคัดเลือก” ให้ทำหน้าที่ส่งผ่านยีนสู่รุ่นต่อไปได้ ก็ไม่จำเป็นต้องปรับตัวมากมายแต่อย่างใด

genome1

          กระบวนการวิวัฒนาการและการคัดเลือกตามธรรมชาตินั้นดำเนินไปโดยลูกแต่ละรุ่นจะมีรหัสพันธุกรรมต่างจากพ่อแม่เล็กน้อย และมีวิวัฒนาการร่วมไปกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในระบบนิเวศเดียวกันอย่างสมดุล ซึ่งต่างจากการคัดเลือกโดยฝีมือมนุษย์ที่คำนึงแต่เพียงผลประโยชน์ของตัวเองและหลายครั้งที่ได้ทำงายสมดุลของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ จนระบบนิเวศผิดเพี้ยน ความก้าวหน้าด้านไบโอเทคโนโลยีไม่เพียงแต่อ่านรหัสพันธุกรรมหรือตัดต่อยีน แต่ยังสามารถสังเคราะห์คู่เบสของ DNA ได้อีกด้วย ในอนาคตอันใกล้ มนุษย์ที่ผ่านการคัดเลือกคงไม่จำเป็นต้องวิวัฒนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกแล้ว เพราะมี DNA ชั้นเลิศจากโครงการ Human Genome Project ที่รับรองว่าจะให้ร่างกายสมส่วนแข็งแรง ปราศจากโลกทางพันธุกรรม ไอคิวสูง ฯลฯ ส่วนพวกที่ยังใช้การคัดเลือกโดยธรรมชาติอาจตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับโฮโมนีแอนเดอร์ธัลหลังการมาถึงของโฮโมซาเปียนส์ หรืออาจได้เป็นหนึ่งในสายพันธุ์คลาสสิกของโลกอนาคตก็ได้...ถ้าโชคดีพอ